การกู้ชีวิตขั้นสูงสำหรับผู้ใหญ่ (Adult CardioPulmonary Resuscitation: CPR) 2010

การกู้ชีวิตขั้นสูงสำหรับผู้ใหญ่

(Adult CardioPulmonary Resuscitation: CPR)

Download PDF

นพ.จิรพงษ์ ศุภเสาวภาคย์

พญ.ปฏิมา พุทธไพศาล

 

ห่วงโซ่ของการรอดชีวิต (Chain of Survival)

Chain of survival 2010

  1. เมื่อพบผู้ป่วย(สงสัย)หัวใจหยุดเต้น* แจ้งหน่วยแพทย์กู้ชีพ “1669” ทันที

*1. ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว 2. ไม่หายใจ หรือ หายใจไม่สม่ำเสมอ (gasping) โดยไม่ต้องทำ “ตาดู หูฟัง แก้มสัมผัส”

  1. เริ่มกดหน้าอกทันทีที่สามารถทำได้

  2. ช็อกไฟฟ้า (defibrillation) ทันที ที่มีข้อบ่งชี้

  3. การช่วยชีวิตขั้นสูง (Advanced Cardiovascular Life Support)

  4. การดูแลหลังการกู้ชีวิต (Post-Cardiac Arrest Care)

การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (Basic Life Support: BLS)

เริ่มต้นทำทันที เมื่อพบผู้ป่วยสงสัยหัวใจหยุดเต้น และขอความช่วยเหลือจากทีมแพทย์กู้ชีพแล้ว โดยมีขั้นตอน C-A-B

BLS cycle 2010

  1. C: Chest compression - เริ่มกดหน้าอก 30 ครั้ง โดยให้ความสำคัญกับ

    • กดลึก (อย่างน้อย 5 เซนติเมตร) และกดเร็ว (อย่างน้อย 100 ครั้ง/นาที)

    • ถอนมือจนสุด

    • กดให้ต่อเนื่อง

    • ห้าม ช่วยหายใจมากเกินไป

  2. A: Airway - เปิดทางเดินหายใจให้โล่ง ด้วยการทำ การเชิดหัว-เชยคาง (head tilt-chin lift) หรือยกกราม (jaw thrust)

  3. B: Breathing - ช่วยหายใจ 2 ครั้ง แล้วเริ่มกดหน้าอกในข้อ 1 ต่อ เพื่อให้อัตราการกดหน้าอกต่อการช่วยหายใจ = 30:2

  4. ทำขั้นตอน C-A-B ไปเรื่อย ๆ จนกว่า เครื่องช็อกไฟฟ้า (defibrillator) มาถึง

AED คืออะไร?

AED (Automatic External Defibrillator) คือ เครื่องช็อกไฟฟ้าที่ถูกออกแบบให้อ่านคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และช่วยช็อกไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ โดยผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับคลื่นหัวใจ

AED มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้น มีโอกาสรอดชีวิตมากขึ้น จากการช็อกไฟฟ้าที่เร็วขึ้น โดยผู้ช่วยเหลือ ณ ที่เกิดเหตุ (bystander) เช่น เจ้าหน้าที่กู้ชีพ เจ้าหน้าที่กู้ภัย เจ้าหน้าที่ดับเพลิง นอกจากนี้ใน guideline ปี 2010 ยังได้แนะนำให้ใช้ AED ในโรงพยาบาล ในพื้นที่ที่ไม่ชำนาญการ CPR และไม่คุ้นเคยกับการอ่าน EKG

การกู้ชีวิตขั้นสูง (Advanced Cardiovascular Life Support: ACLS)

แบ่งแนวทางการรักษาออกเป็น 3 กรณี ได้แก่

  1. ไม่มีชีพจร (Pulseless Arrest)

  2. มีชีพจรเต้นช้ากว่าปกติ (Bradycardia with Pulse)

  3. มีชีพจรเต้นเร็วกว่าปกติ (Tachycardia with Pulse)

 

1. Pulseless Arrest

ประกอบไปด้วยขั้นตอนเรียงตามลำดับความสำคัญ ดังนี้

  • เริ่มต้นด้วยการกู้ชีพขั้นพื้นฐานอย่างมีประสิทธิภาพ

  • การเปิดเส้นเลือดดำและการให้ยา

  • การใส่อุปกรณ์ช่วยหายใจ (advanced airway) โดยเมื่อใส่ท่อช่วยหายใจแล้ว เปลี่ยนอัตราส่วนการกดหน้าอกต่อการช่วยหายใจจาก 30:2 เป็นการกดหน้าอกต่อเนื่องด้วยอัตราเร็ว 100 ครั้ง/นาทีเป็นเวลา 2 นาที และช่วยหายใจในอัตรา 8-10 ครั้ง/นาที

  • การ monitor capnography เพื่อวัดระดับ CO2 ที่ออกมากับลมหายใจผู้ป่วย ซึ่งการ monitor capnography มีประโยชน์ดังนี้

    • ช่วยยืนยันตำแหน่งของท่อช่วยหายใจ

    • บ่งบอก และควบคุมคุณภาพของการกดหน้าอก (PETCO2 >= 10 mmHg)

    • สัญญาณบ่งบอกถึงการกลับมาเต้นของหัวใจ (Return Of Spontaneous Circulation: ROSC) ระดับของ PETCO2 ขึ้นสูงไปเป็น 35-40 mmHg

    • การดูแลต่อเนื่องหลังจากการกู้ชีวิต ควบคุมการหายใจ ให้ PETCO2 อยู่ในระดับ 35-45 mmHg

  • การค้นหาสาเหตุของหัวใจหยุดเต้น และให้การรักษาสาเหตุ ซึ่งประกอบไปด้วย 5H และ 5T ดังนี้

Hypovolemia

Hypothermia

Hypo / Hyperkalemia

H+ ion (acidosis)

Hypoxia

Tension pneumothorax

Tamponade (cardiac)

Toxin

Thrombosis (heart)

Thrombosis (pulmonary)

 

วงรอบการกู้ชีวิต ผุ้ป่วยหัวใจหยุดเต้น

ACLS cycle

แนวทางการให้การรักษาภาวะหัวใจหยุดเต้น

Pulseless arrest algorithm

2. มีชีพจร เต้นช้ากว่าปกติ (Bradycardia with Pulse)

Bradycardia algorithm 2010

3. มีชีพจร เต้นเร็วกว่าปกติ (Tachycardia with Pulse)

Tachycardia algorithm 2010

 

การดูแลหลังการกู้ชีวิต (Post-Cardiac Arrest Care)

มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากภาวะหัวใจหยุดเต้น มีคุณภาพชีวิตที่ดี ลดอัตราการเสียชีวิต และความพิการ ที่อาจเกิดขึ้นตามมา โดยมีแนวทางในการดูแลรักษาดังนี้

  1. ให้ O2 ให้น้อยที่สุด เพื่อรักษาระดับ O2 sat ให้ >= 94%

  2. ช่วยหายใจด้วยอัตรา 10-12 ครั้ง/นาที โดยให้ระดับ PETCO2 อยู่ในช่วง 35-45 mmHg

  3. รักษาภาวะความดันโลหิตต่ำ โดยให้ SBP >= 90 mmHg ด้วยการให้ IV fluid หรือยา vasopressor (Dopamine, Adrenaline, Norepinephrine)

  4. รักษาระดับน้ำตาลในเลือด ให้อยู่ในช่วง 144-180 mg%

  5. พิจารณาทำ Induced Hypothermia โดยลดอุณหภูมิร่างกายลงเหลือ 32-34 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 12-24 ชั่วโมง

  6. พิจารณาสวนเส้นเลือดหัวใจ เพื่อเปิดทางเดินเส้นเลือด coronary (coronary reperfusion) กรณีที่สงสัยสาเหตุหัวใจหยุดเต้นจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน

Post cardiac arrest algorithm 2010

 

 

สรุปแนวทางการกู้ชีวิต ปีค.ศ.2010

เป็นการปรับปรุงแนวการให้การรักษาผู้ป่วยที่หัวใจหยุดเต้น โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มอัตราการรอดชีวิต ตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งให้ความสำคัญกับการกู้ชีวิตขั้นพื้นฐาน ซึ่งเน้นการกดหน้าอกอย่างมีประสิทธิภาพ (C-A-B) และการช็อกไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว

การกู้ชีวิตขั้นสูงเป็นการใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ และยาในการช่วยเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตของผู้ป่วย แต่อย่างไรก็ตาม ต้องตั้งอยู่บนการทำการกู้ชีวิตขั้นพื้นฐานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการรักษาสาเหตุของภาวะหัวใจหยุดเต้นนั้น การดูแลรักษาต่อเนื่อง หลังจากที่หัวใจกลับมาเต้นเป็นปัจจัยสำคัญในการลดอัตราการเสียชีวิต และอัตราความพิการที่จะเกิดตามมา

หนังสืออ้างอิง